BNK48 2nd Anniversary

Chapter 2 : ความพยายามในการสร้างวัฒนธรรมไอดอลในไทย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 หรือ 3 ปีที่แล้ว มีการประกาศเปิด Audition BNK48 รุ่นที่ 1 ภายใต้ชื่องาน #WeNeedYouBNK48 ในวันที่เมืองไทยยังไม่มีความเข้าใจวัฒนธรรมไอดอล อะไรคือ 48 Group, อะไรคือเซ็มบัตสึ, อะไรคืองานจับมือ และไม่มีใครรู้ว่า BNK48 ที่กำลังจะเปิดตัวในไทยนั้น จะประสบความสำเร็จ หรือจะล้มเหลว

ทว่าเบื้องหลังความพยายาม ทั้งทีมงาน, ผู้บริหาร และเมมเบอร์ทุกคนนั้น ความสำเร็จที่เราเห็นในวันนี้ ล้วนมีที่มาน่าสนใจ พวกเขาผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง เมมเบอร์แต่ละคนต้องเจอกับอุปสรรคอะไรในช่วงเริ่มต้น ทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 ระหว่างช่วงออดิชั่นมีเรื่องราวใดเกิดขึ้นภายในวงบ้าง..เรามีคำตอบ

.

.

.

.

.

เราอยากให้คุณย้อนกลับไป

 

ช่วงเวลานี้ … เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

The Beginning of BNK48

จุดเริ่มต้นของความฝันที่กำลังเป็นไปได้

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว วัฒนธรรมไอดอลเป็นอะไรที่เฉพาะกลุ่ม ดูห่างไกลกับกระแสหลักของสังคมพอสมควร แต่ตอนนี้วัฒนธรรมไอดอลกับสังคมไทยค่อยๆ ขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น โดยจุดเริ่มต้นของการปลูกเมล็ดพันธุ์วัฒนธรรมไอดอลก็คือ BNK48

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ BNK48 เดินทางมาไกลกว่าที่หลายคนจินตนาการไว้ แต่สิ่งที่คนทั่วไปจินตนาการไม่ออกคือ ‘วันแรก’ ของการกำเนิด BNK48 ว่าเป็นอย่างไร

เชื่อไหม…BNK48 เกิดขึ้นได้เพราะโชคชะตาที่เหมือนกำหนดมาว่าจะต้องทำ

 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายปี 2015 ก่อนวันเปิดตัวของ BNK48 รุ่นที่ 1 เกือบ 2 ปี

วันนั้น ‘คุณต้อม-จิรัฐ บวรวัฒนะ’ กับ ‘คุณโรส-อรพรรณ มนต์พิชิต บวรวัฒนะ’ สองผู้นำของ ‘โรส เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอร์ปอเรชั่น’ ไม่ได้วางเป้าหมายที่การสร้างวงไอดอล แต่ต้องการหาเด็กสาวที่น่ารัก มีเสน่ห์ มาเป็นพิธีกรายการการ์ตูนในช่องทีวีดิจิทัล ที่ตั้งใจจะประมูลมาเพื่อฉายการ์ตูนที่โรสมีเดียถือลิขสิทธิ์อยู่เท่านั้น

โชคดีที่เขาประมูลไม่ได้…

“ตอนแรกเราตั้งใจจะประมูลช่องทีวีดิจิทัล แต่โชคดีที่ประมูลไม่ได้…”

 

คุณจิรัฐกล่าวติดตลกก่อนบอกกับเราว่า ทำไมเขาถึงบอกว่าตัวเองโชคดี นั่นเพราะระหว่างที่เจรจาทางธุรกิจกับญี่ปุ่น เขาเจอกับวัฒนธรรมไอดอล และคิดว่ามันอาจจะต่อยอดสร้างสิ่งใหม่ในสังคมไทยได้โดยที่ไม่ต้องเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ ก็สามารถสร้างพื้นที่ให้ตัวเองได้โดยมี ‘ไอดอล’ เป็นตัวละครหลัก

เพราะเขาตระหนักว่ายุคนี้ คนเสพสื่อออนไลน์เพื่อดูเรื่องราวของคนอื่น

 

 

 

“ตอนนั้นโซเชียลเน็ตเวิร์กในไทยกำลังเบ่งบาน คนรอบข้าง รวมทั้งตัวเราเอง ใช้สื่อออนไลน์เพื่ออ่านเรื่องราวของคนอื่น ผมเลยเห็นว่าเรื่องราวของคนมันน่าสนใจกว่าเรื่องราวของตัวละคร และเรื่องราวของคน ถูกย้ายจากทีวีมาในสื่อออนไลน์แล้ว”

 “สิ่งที่ผมไปเรียนรู้จากญี่ปุ่นมาคือ AKB48 นำเสนอเรื่องราวของเด็กผู้หญิงที่มีความฝัน ความมุ่งมั่น ความพยายาม เราเลยอยากถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กผู้หญิงที่มีความฝันผ่านช่องทางออนไลน์”

เมื่อตกผลึกทางความคิด เขาจึงตัดสินใจคุยกับ AKS เจ้าของสิทธิ์ 48 Group เพื่อร่วมธุรกิจด้วยกัน แต่ก็เป็นจังหวะที่ค่ายเพลงใหญ่ในไทยก็สนใจอยากร่วมธุรกิจกับทาง AKS เช่นกัน

สมรภูมินี้โรสมีเดียเป็นน้องเล็กสุด แต่ท้ายที่สุดกลับได้รับความไว้ใจ – เพราะอะไร

“ผมอาจจะไม่ใช่บริษัทใหญ่มากนะครับ แต่ทุกครั้งที่มีการเจรจา ในฐานะผู้บริหาร ผมไปคุยด้วยตัวเองทุกครั้ง เพราะผมเชื่อว่าการที่คุณจะทำอะไรสักอย่างคุณต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และความอยากของตัวคุณเอง ซึ่งสิ่งนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการโน้มน้าวเขา”

“อีกส่วนหนึ่งคือผมกับภรรยา ทำธุรกิจกับญี่ปุ่นมา 17 ปี ประสบการณ์มากกว่าคู่แข่งคนอื่นแน่นอน ผมรู้จักวัฒนธรรมของเขาดี ทั้งในเชิงธุรกิจและในเชิง J-Pop Culture ในส่วนของแผนธุรกิจ เราตั้งใจว่าจะเน้นไปที่สื่อออนไลน์ ผมก็ต้องโน้มน้าวให้เขาเชื่อและเห็นภาพเดียวอย่างที่เราเห็น  ลงลึกไปถึงเรื่องรายรับรายจ่าย กำไร ขาดทุน เราต้องโน้มน้าวให้เขาเชื่อ เพราะก็ต้องยอมรับว่าตัวผมเองไม่มีประสบการณ์ทำธุรกิจแบบนี้”

 

 

ซีอีโอสรุปเหตุการณ์บนโต๊ะเจรจาให้เราฟัง

และนั่นคือวันแรกที่ BNK48 เริ่มต้น

Audition เปิดประตูสู่ฝัน

“สวัสดีค่ะ หนูชื่อ…”

การใส่ชุดสวยๆ อยู่บนเวทีที่แสงสาดส่องอาจเป็นความฝันของเด็กสาวหลายคน

ดังนั้นเมื่อ BNK48 เข้ามาในประเทศไทยและเปิดออดิชั่น จึงเป็นเหมือนประตูแห่งโอกาสที่รอให้ออกไปไขว่คว้าเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

1,357 คนคือจำนวนของนักล่าฝันรุ่นแรกที่พกความกล้าใส่กระเป๋ามาออดิชั่นเพื่อเป็นสมาชิกรุ่น 1 โดยในตอนนั้นภาพของ BNK48 ยังพร่าเลือน ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อออกมาแล้วหน้าตาจะเป็นอย่างไร จะประสบความสำเร็จหรือเปล่า

มีเพียงความเชื่อเท่านั้นที่ชัดเจน

“เราไม่ต้องการเด็กที่หน้าตาดี ไม่ต้องการเด็กที่ร้องเพลงเก่ง เต้นเก่ง เราต้องการเด็กที่มีเสน่ห์ มีความเป็นธรรมชาติ และตั้งใจจริง”

คุณจิรัฐ บวรวัฒนะ บอกถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้เพื่อคัดเลือกสมาชิก BNK48 

แล้วในมุมของเมมเบอร์ แต่ละคนจำเรื่องราวไหนได้บ้าง

“หนูว่าความทรงจำที่เด่นชัดที่สุดของหนูตอนออดิชั่น 
คือการเต้นฮิปโป รู้สึกดีที่ได้โชว์ความเป็นตัวเองออกไป ถ้าย้อนกลับไปได้ก็จะเต้นอีก แถมให้อีกเพลงเลย”

น้ำหนึ่ง – มิลิน ดอกเทียน เมมเบอร์รุ่น 1 เล่าย้อนไปถึงวันแรกที่เธอจำได้พร้อมรอยยิ้ม

“ตอนนั้นหนูคิดว่าทำยังไงให้เขาจำได้ เลยเต้นท่าดึงดาวไปค่ะ (หัวเราะ) เพราะคนอื่นเขาดูเรียบร้อย เราก็ฉีกไปเลยแล้วกัน เพราะมันคือตัวตนของหนูอยู่แล้ว บ้าๆ รั่วๆ”

จีจี้ – ณัฐกุล พิมพ์ธงชัยกุล เมมเบอร์รุ่น 2 แชร์ประสบการณ์วันออดิชั่นที่เต้นท่าประหลาดให้เราฟัง

“ตอนมา BNK48 รุ่นแรก แล้วไม่ติดก็รู้สึกเสียใจมาก คือ…น้ำตาไหล ซาวด์มาเลยครับ เดินออกไปอย่าง so sad ความคิดวันนั้นคือเราจะกลับมาอีก แต่ถ้า BNK48 ไม่เปิดออดิชั่นรุ่น 2 แล้ว หนูบอกแม่ว่าคงได้ไปออดิชั่นวงน้องในต่างประเทศแล้วล่ะค่ะ”

‘แพนด้า – จิดาภา แช่มช้อย’ เมมเบอร์รุ่น 2

“คิดดีๆ อยากให้คิดดีๆ ก่อน” จิรดาภา อินทจักร หรือ ปูเป้ ตอบคำถามว่าอยากแนะนำอะไรกับว่าที่รุ่นน้อง

“กว่าจะสมัครแล้วเข้ามาได้มันก็ยากอยู่ แต่พอเข้ามาแล้วมันยากยิ่งกว่า เข้ามาปุ๊บ จะมีตาหลายตาคอยจับจ้องเรา ทำอะไรผิดพลาดไปนิดเดียวก็เกิดเรื่องได้ อยากจะให้คิดดีๆ ว่าอยากจะมาอยู่จริงๆ ไหม ถ้ามาอยู่แล้วจะมีความสุขไหม ต้องสตรองมากๆ”

“ก็ต้องคิดดีๆ ค่ะ เพราะว่ามันต้องกายพร้อม ใจพร้อม เราทำได้ (หัวเราะ) เข้ามามันต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่ๆ  สักอย่างหนึ่งในชีวิตเราต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นกิจวัตรประจำวัน ครอบครัว การเดินทาง โซเชียล ต้องรับให้ได้ คิดดีๆ ว่าเราจะยอมทิ้งชีวิตแบบเก่า เพื่อมีชีวิตแบบใหม่ได้ไหม ซึ่งชีวิตใหม่มันก็ดี แต่มันก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน”

ฟ้อนด์ – ณัฐทิชา จันทรวารีเลขา เมมเบอร์รุ่น 2 ก็ให้ความเห็นที่ไม่ต่างกัน

ดีนี่ – พิมพ์นิภา ตั้งสกุล

จำได้ไหมว่าตัวเองเข้ามาเป็นรุ่น 2 ตอนไหน

เอาจริงนะคะ หนูจำไม่ได้เลยว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่วนมากคนที่จำได้จะเป็นแฟนคลับ ไม่ใช่หนู (หัวเราะ)

รู้จักเมมเบอร์คนไหนเป็นคนแรก

หนูจำได้ว่าคนแรกที่หนูคุยคือพี่เข่ง เพราะว่าเราเข้าตู้ปลารอบเดียวกัน แล้วเขาไม่รู้จะทักหาใคร เลยทักหาหนู ซึ่งหนูก็จะเป็นคนดูนิ่งๆ ตอนแรกเขาก็ไม่กล้าคุย หม่าม้าก็บอกให้พี่เข่งช่วยหนูหน่อย

แต่งานจับมือก็ต้องเจอกับคนเยอะๆ

หนูรู้สึกว่าถ้าเขาเข้ามาคนเดียว อันนี้เรารู้จักกันได้ เราทำความรู้จักกันได้ งานจับมือเป็นอะไรที่พิเศษมากที่เขาจะได้มารู้จักกับเรา เรามาทำความรู้จักกัน แต่การที่เขาดูหนูจากอินสตาแกรม กับมาเจอหนูตัวจริง ทุกคนพูดเลยนะคะว่าคนละคน เพราะหนูจะเป็นคนที่ไม่ค่อยลงรูปยิ้ม แล้วก็ไม่ค่อยแสดงแอ็คชั่นบ้าบอ ลงอินสตาแกรม หนูก็เลยกลายเป็นคนดูนิ่งๆ แต่พอมาเจอตัวจริงทุกคนจะบอกว่าหนูบ้า

งานจับมือรอบแรกหนูเกรงใจแฟนคลับมาก หนูรู้สึกว่าหนูไม่อยากให้เขาต้องมาต่อแถวมาจับมือเรา ทั้งที่คุณสามารถเอาเวลานี้ไปทำอะไรได้เยอะแยะดีกว่ามาจับมือเราก็ได้

วันแรกหนูก็แค่ยิ้มแล้วก็ขอบคุณโบกมือบ๊ายบาย แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเหมือนเรามาแชร์ เหมือนเราเป็นที่ปรึกษาเขาได้ เราเริ่มสนิทกัน แฟนคลับบางคนเขาอยู่กับหนูมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เขาก็ยังอยู่ มาแชร์ความรู้สึกให้หนูฟังว่าเขารู้สึกยังไง หนูก็แชร์เขากลับไปเหมือนกันโดยที่เราแทบไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องปิดบัง เพราะเราเลยไม่อยากจะโกหกอะไรใครทั้งนั้น

ความกดดันของรุ่น 2

ข้อแรก เรามีเวลาซ้อมน้อยกว่าเขามาก เราซ้อมประมาณ 2-3 เดือน แล้วเราต้องอัดเพลงทุกเพลงที่รุ่นพี่เขาทำมาตลอดหนึ่งปี มันกดดันตรงที่ถ้าไปออกงานรุ่นพี่เต้นได้แต่เราเต้นผิด มันจะดูไม่ดีเลย หนูไม่ชอบการที่ต้องมานั่งแบ่งกันว่าคนนี้รุ่น 1 คนนี้รุ่น 2 ก็เข้ามาเป็น BNK48 แล้ว มันก็เหมือนกัน ถึงจะยังเต้นไม่ดีเท่ารุ่นพี่แต่เราก็พัฒนาขึ้นได้เรื่อยๆ

ความกดดันของดีนี่

คือเราไม่คาดคิดว่ามันจะโหดขนาดนี้ เราไม่คิดว่ามันจะต้องมานั่งซ้อมทุกวันขนาดนี้ เลิกซ้อมเสร็จสี่ทุ่ม หนูกลับบ้านถึงประมาณเที่ยงคืน วนลูปอยู่อย่างนี้ทุกวันมันก็เหนื่อยล้า เพื่อนบางคนก็ออกจากโรงเรียนกัน แต่หนูก็ยังมีความคิดว่าการเรียนมันคือสิ่งสำคัญ เราควรจะเรียนแล้วก็ทำอันนี้ควบคู่กันไป

โมเมนต์ที่ชอบที่สุดในการเป็น BNK48

โมเมนต์ที่ได้เจอแฟนคลับ แค่แฟนคลับคนเดิมหรือคนใหม่ที่เข้ามาสามารถบอกจุดไม่ดีของเราและให้เราไปแก้ไข อันนั้นคือความสุขของหนู ทั้งที่เขาบอกว่าหนูไม่ดีนะตรงนี้ แต่หนูรู้สึกมีความสุขที่เขาบอกหนูมากกว่ามานั่งชมว่าดีไปหมดเลย มันคือสิ่งที่ทำให้เรายังอยู่ใน BNK48

จำแฟนคลับได้ทั้งหมดเลยไหม

จำได้หมดค่ะ ส่วนมากหนูจะจำได้ว่าเขาโอชิใคร แล้วหนูจะชอบแซวเขาเวลาโอชิเขาไม่มาขึ้น (เธียเตอร์) มีครั้งหนึ่งหนูก็แซวเขาว่าน้องวิวไม่ขึ้นนะคะมาดูใครหรอคะ (ยักคิ้ว)

 

 ถ้าใครมาบ่อยๆ หนูก็จำได้หมด แต่ถ้าคนหน้าใหม่ตอนงานจับมือเขามาบอกว่าเจอกันอีกแล้วนะ หนูก็จะสวนไปเลยว่าเรายังไม่เคยเจอกันค่ะ เขาก็บอกรู้ได้ยังไง เราก็บอกผมจำคุณได้ ก็คุณไม่เคยมาเจอผม เรามั่วละ (หัวเราะ)

ฝ้าย – สุมิตรา ดวงแก้ว

ด้วยวัยขนาดนี้ ทำไมถึงมาออดิชั่น BNK48

หนูอยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักร้อง แต่ความฝันนี้ เราเก็บมันใส่กล่องไว้สักพักแล้ว ตั้งแต่โตขึ้น เราก็รู้ว่ามันไม่ได้ง่าย ตอนแรกคิดว่าเรียนจบก็ไปเป็นแอร์โฮสเตส แต่พอมี BNK48 ปุ๊บ เลยคิดว่ามาลองดีไหม เหมือนเป็นโค้งสุดท้ายของชีวิต และพอลองศึกษา 48 Group ก็เลยรู้ว่ามันไม่ใช่แค่มาร้องมาเต้น สวยๆ ไอดอลเป็นอะไรที่มากกว่านั้น เป็นกำลังใจคน ทำให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป อย่างเพื่อนหนู เขาชอบ 48 Group มากๆ ถึงขั้นเอาเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อ หนูว่ามันเจ๋งมากเลยนะ นี่แหละที่เราต้องการ เราอยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครสักคนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปบ้าง

ตอนผ่านออดิชั่น ได้เป็น BNK48 รุ่น 2 แล้ว รู้สึกอย่างไร

ถามว่าดีใจไหม…ก็ดีใจ แต่ก็เสียใจ เพราะเพื่อนที่อยู่ด้วยกันตอนออดิชั่นไม่ติด เขาเป็นโรคซึมเศร้า เราสนิทกันมากช่วงนั้น เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็รู้สึกว่าเราสัมผัสใจเขาได้ ตอนก่อนประกาศก็คิดแล้วว่า เฮ้ย ถ้าเราติด เราไปอยู่บ้านเธอได้ไหม เพราะบ้านเธออยู่ใกล้ที่ซ้อม วางแผนไว้แล้วว่าต้องติดด้วยกันสองคน แล้วไปอยู่ด้วยกันนะ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ติด

คนที่มีต้นทุนเรื่องสกิลมากกว่าคนอื่นอย่างฝ้าย พอเข้าวงมาเจอการซ้อมหนักๆ มีพัฒนาการที่เห็นชัดแค่ไหน

หนูมีความสุขที่ได้มาซ้อมทุกวัน มันท้าทายเรา และทำให้เราพัฒนาการตัวเองขึ้นไป ก็รู้สึกว่าหนูพัฒนาเยอะเลยนะ แข็งแรงขึ้น ร้องเพลงตอนเต้นก็มั่นคง และรู้จักที่จะแสดงให้คนดู มากกว่าแสดงเพื่อตัวเอง

 

การขึ้นคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดกับพี่เบิร์ด ช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องนี้มากขึ้นด้วยไหม

ใช่ค่ะ คอนเสิร์ตพี่เบิร์ดเป็นเหมือนแหล่งพลังงานบวก พี่เบิร์ดมีพลัง Positive เยอะมาก เป็นไอดอลที่ไม่มีความหยิ่ง ไม่มีความถือตัวอะไรเลย เป็นสตาร์ที่พร้อมที่จะให้พลังกับทุกคน ตั้งใจขยันซ้อม ไม่เคยย่อท้อ ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลย เขาซ้อมตลอดทั้งวัน ซ้อมเยอะกว่าเราอีก เราซ้อมไม่กี่เพลงก็แฮ่กแล้ว แต่พี่เบิร์ดเล่น 3-4 ชั่วโมงคนเดียว หนูคิดว่าเขาคือไอดอลจริงๆ จำได้ว่าจบจากคอนเสิร์ต นั่งรถกลับ หนูฟังเพลงพี่เบิร์ดแล้วก็ร้องไห้ เสียงพี่เบิร์ดอบอุ่นมากๆ ตอนที่เขาร้องเพลง เหมือนเสียงเขากำลังกอดเราไว้

 

สิ่งที่เรียนรู้หลังจากเป็น BNK48 มาปีกว่าๆ

แน่นอนว่ามันก็มีการแข่งขัน ไม่มีทางสมหวังไปตลอด คาดหวังเกินไปก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี เลยปล่อยวาง เรียนรู้กับมันว่า ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คงมีโอกาสใหม่เข้ามาเรื่อยๆ เพราะเราก็จะอยู่ที่นี่ไปอีกนาน แล้วก็จะมีแฟนคลับที่พร้อมจะรอเราอยู่เสมอ ไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม อย่างตอนนี้ก็หนูพยายามทำในสิ่งที่หนูรักให้แฟนคลับเห็น อยากให้เขารักหนูในสิ่งที่หนูเป็น (ยิ้ม)

นิ้ง – มนัญญา เกาะจู

 

 

ช่วงคุกกี้เสี่ยงทายดัง นิ้งยังเป็นอันเดอร์เกิร์ลอยู่ ตอนนั้นคิดอย่างไร

ก็อาจจะอิจฉานิดหนึ่ง เพราะว่าเซ็มบัตสึได้ทำ MV แต่ตอนนั้น Skirt, Hirari ก็มีใครหลายคนชมว่าน่ารักมากๆ เหมาะกับการเป็นเพลงรองของคุกกี้เสี่ยงทาย ในฐานะอันเดอร์เกิร์ล เราก็ต้องพยายามมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อช่วยพยุงวงขึ้นไป ไม่ใช่ต่างคนต่างขึ้น คำว่าอันเดอร์เกิร์ล มันคือเด็กฝึก ฝึกที่จะพัฒนาตัวเองให้ก้าวต่อไป

 

รู้สึกอย่างไรตอนไม่ติดทีม BIII

ตอนนั้นร้องไห้หนักมาก ทำไมเราติดไม่ได้ ศักยภาพเราไม่ดีพอหรอ ใครๆ เขาก็พูดว่าเราก็ยังดีกว่าบางคน ก็คงอาจจะมีบางอย่างมั้ง แล้วพี่ต้อมก็มาบอกว่า “สักวันนิ้งจะดีใจแบบไม่มีใครได้ดีใจเท่ากับนิ้งเลย” หนูก็เชื่อว่าคำพูดของพี่ต้อม แล้วใช้เป็นเป็นแรงผลักดันให้หนูยังอยู่ต่อ ตอนนั้นมีอยู่สี่คนที่ไม่ติดทีม ก็คิดว่าเราจะกอดคอสี่คนอยู่ด้วยกัน สักพักไปแล้วหนึ่ง (หัวเราะ) เหลือสามคนไม่เป็นไร จนเหลือกันแค่สองคนก็คิดในใจว่า “อย่านะ” แต่เราก็เหมือนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรุ่น 1 กับรุ่น 2 เหมือนการเชื่อมให้เราอยู่ด้วยกันมากขึ้น

 

เชื่อมไว้อย่างไร

เวลาขึ้นเธียเตอร์ หนูก็จะเป็นตัวแทนของรุ่น 1 ในการแฮปปี้เบิร์ธเดย์รุ่น 2 หนูจะคอยดูแลรุ่น 2 ด้วย เราก็จะคอยสอน บอกให้เชื่อฟังพี่รุ่น 1 นะ คอยบอกน้องอยู่ตลอดให้รักกันไว้ ด้วยความที่หนูโตกว่าแล้วก็ความคิดทัศนคติหนูด้วย น้องก็เชื่อฟังนะ

 

 

คำว่าแข่งกับตัวเอง มันอยู่ที่ตัวเองจริงๆ ไหม

การแข่งขันกับตัวเองมันมีจริง แต่ว่ายังไงมันก็ต้องแข่งกับคนอื่นด้วยเหมือนกัน แข่งกับตัวเองแล้วไง ฉันก็แค่แข่งของฉัน ร้องเพลงให้เพราะ ฉันร้องเพลงเพราะแล้วนะ แล้วไง ก็คือฉันต้องเพราะกว่าคนนั้น ยังไงมุมเด็กผู้หญิงมันต้องมีที่ฉันจะต้องเก่งกว่า หนูเชื่อว่าทุกคนก็ต้องคิดเพราะหนูยังมีเลย ฉันต้องเก่งกว่าคนนี้ ทำยังไงก็ได้ต้องสู้ให้ได้ ต้องชนะเด็กคนนี้ เพราะไม่งั้นมันก็ไม่มีแรงผลักดัน ยังไงการสู้กับตัวเองก็แค่สู้กับตัวเอง แต่ถ้าสู่กับคนภายนอก สู้กับคู่แข่ง เรามันจะมีแรงฮึดมากขึ้น แต่ต้องสู้ในทางที่ถูกต้องนะ

 

เลนงานจับมือเราก็ค่อนข้างกะทัดรัด มีแอบน้อยใจไหม

หนูไม่ได้ซีเรียสเรื่องคนเยอะคนน้อย แค่ขอให้มาหากันบ่อยๆ จะเลนโล่งก็ได้ จะมาแค่คนเดียว สองคนก็ได้ไม่ว่าเลย แค่คุณมีใจที่จะมาก็พอ ไม่ใช่มาเพราะเพื่อนให้บัตรมา แบบนี้ก็รู้สึกเฟลเหมือนกัน เคยมีคนหนึ่งมาพูดว่า “ก็เพื่อนให้บัตรมา ไม่ได้อยากจะมานะ” แต่หนูก็บอกไปว่างั้นคราวหน้า อยากให้มาด้วยความตั้งใจของตัวเราเองได้ไหมคะ มาด้วยใจตัวเองเลย สักพักเขาก็วนเข้ามาใหม่บอก “ผมโดนตก” (หัวเราะ)

 

มีโมเมนต์ไหมที่อยากจำไปตลอด

คอนเสิร์ต Starto เพราะมันเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะมีแค่รุ่น 1 วันนั้นคือรู้สึกว่าเต้นด้วยความขึงขังทั้งรุ่น รู้สึกว่ามันเป็นคอนเสิร์ตที่คุ้มค่ามากที่สุด แล้วก็เป็นคอนเสิร์ตที่จะจดจำไว้ไม่มีวันลืม

 

นิ้ง – มนัญญา เกาะจู

ช่วงคุกกี้เสี่ยงทายดัง นิ้งยังเป็นอันเดอร์เกิร์ลอยู่ ตอนนั้นคิดอย่างไร

ก็อาจจะอิจฉานิดหนึ่ง เพราะว่าเซ็มบัตสึได้ทำ MV แต่ตอนนั้น Skirt, Hirari ก็มีใครหลายคนชมว่าน่ารักมากๆ เหมาะกับการเป็นเพลงรองของคุกกี้เสี่ยงทาย ในฐานะอันเดอร์เกิร์ล เราก็ต้องพยายามมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อช่วยพยุงวงขึ้นไป ไม่ใช่ต่างคนต่างขึ้น คำว่าอันเดอร์เกิร์ล มันคือเด็กฝึก ฝึกที่จะพัฒนาตัวเองให้ก้าวต่อไป

 

รู้สึกอย่างไรตอนไม่ติดทีม BIII

ตอนนั้นร้องไห้หนักมาก ทำไมเราติดไม่ได้ ศักยภาพเราไม่ดีพอหรอ ใครๆ เขาก็พูดว่าเราก็ยังดีกว่าบางคน ก็คงอาจจะมีบางอย่างมั้ง แล้วพี่ต้อมก็มาบอกว่า “สักวันนิ้งจะดีใจแบบไม่มีใครได้ดีใจเท่ากับนิ้งเลย” หนูก็เชื่อว่าคำพูดของพี่ต้อม แล้วใช้เป็นเป็นแรงผลักดันให้หนูยังอยู่ต่อ ตอนนั้นมีอยู่สี่คนที่ไม่ติดทีม ก็คิดว่าเราจะกอดคอสี่คนอยู่ด้วยกัน สักพักไปแล้วหนึ่ง (หัวเราะ) เหลือสามคนไม่เป็นไร จนเหลือกันแค่สองคนก็คิดในใจว่า “อย่านะ” แต่เราก็เหมือนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรุ่น 1 กับรุ่น 2 เหมือนการเชื่อมให้เราอยู่ด้วยกันมากขึ้น

 

เชื่อมไว้อย่างไร

เวลาขึ้นเธียเตอร์ หนูก็จะเป็นตัวแทนของรุ่น 1 ในการแฮปปี้เบิร์ธเดย์รุ่น 2 หนูจะคอยดูแลรุ่น 2 ด้วย เราก็จะคอยสอน บอกให้เชื่อฟังพี่รุ่น 1 นะ คอยบอกน้องอยู่ตลอดให้รักกันไว้ ด้วยความที่หนูโตกว่าแล้วก็ความคิดทัศนคติหนูด้วย น้องก็เชื่อฟังนะ

 

คำว่าแข่งกับตัวเอง มันอยู่ที่ตัวเองจริงๆ ไหม

การแข่งขันกับตัวเองมันมีจริง แต่ว่ายังไงมันก็ต้องแข่งกับคนอื่นด้วยเหมือนกัน แข่งกับตัวเองแล้วไง ฉันก็แค่แข่งของฉัน ร้องเพลงให้เพราะ ฉันร้องเพลงเพราะแล้วนะ แล้วไง ก็คือฉันต้องเพราะกว่าคนนั้น ยังไงมุมเด็กผู้หญิงมันต้องมีที่ฉันจะต้องเก่งกว่า หนูเชื่อว่าทุกคนก็ต้องคิดเพราะหนูยังมีเลย ฉันต้องเก่งกว่าคนนี้ ทำยังไงก็ได้ต้องสู้ให้ได้ ต้องชนะเด็กคนนี้ เพราะไม่งั้นมันก็ไม่มีแรงผลักดัน ยังไงการสู้กับตัวเองก็แค่สู้กับตัวเอง แต่ถ้าสู่กับคนภายนอก สู้กับคู่แข่ง เรามันจะมีแรงฮึดมากขึ้น แต่ต้องสู้ในทางที่ถูกต้องนะ

 

เลนงานจับมือเราก็ค่อนข้างกะทัดรัด มีแอบน้อยใจไหม

หนูไม่ได้ซีเรียสเรื่องคนเยอะคนน้อย แค่ขอให้มาหากันบ่อยๆ จะเลนโล่งก็ได้ จะมาแค่คนเดียว สองคนก็ได้ไม่ว่าเลย แค่คุณมีใจที่จะมาก็พอ ไม่ใช่มาเพราะเพื่อนให้บัตรมา แบบนี้ก็รู้สึกเฟลเหมือนกัน เคยมีคนหนึ่งมาพูดว่า “ก็เพื่อนให้บัตรมา ไม่ได้อยากจะมานะ” แต่หนูก็บอกไปว่างั้นคราวหน้า อยากให้มาด้วยความตั้งใจของตัวเราเองได้ไหมคะ มาด้วยใจตัวเองเลย สักพักเขาก็วนเข้ามาใหม่บอก “ผมโดนตก” (หัวเราะ)

 

มีโมเมนต์ไหมที่อยากจำไปตลอด

คอนเสิร์ต Starto เพราะมันเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะมีแค่รุ่น 1 วันนั้นคือรู้สึกว่าเต้นด้วยความขึงขังทั้งรุ่น รู้สึกว่ามันเป็นคอนเสิร์ตที่คุ้มค่ามากที่สุด แล้วก็เป็นคอนเสิร์ตที่จะจดจำไว้ไม่มีวันลืม

น้ำหนึ่ง – มิลิน ดอกเทียน

 

ความทรงจำในวันออดิชั่น

ความทรงจำเด่นชัดที่สุดของหนูคือการเต้นฮิปโป เพราะว่าหนูก็ไม่คิดว่าจะได้เต้นฮิปโปในวันออดิชั่น ไม่ได้เตรียมตัวไป หนูก็เตรียมร้องเพลง เตรียมเต้นอย่างอื่นไป แต่ก็รู้สึกดีที่ได้โชว์ความเป็นตัวเองออกไป ถ้าย้อนเวลากลับไปก็จะเต้นอีก แถมให้อีกเพลงเลย (หัวเราะ)

 

ด้วยลุคที่แตกต่างจากคนอื่น กังวลไหมว่าจะส่งผลต่อความนิยม 

กังวล เพราะหลังจากวันเปิดตัวที่ Japan Expo ก็มีการเปิดอินสตาแกรมหรือช่องทางโซเชียลมีเดียให้ติดตาม ความนิยมหนูก็อยู่ท้ายแถวเลย รู้สึกเครียด ตอนแรกคิดว่าเราอาจจะอยู่กลางๆ แต่พอมาจริงๆ มันค่อนมาทางท้ายเลย ก็เลยรู้สึกว่า หรือมันไม่ใช่ทางของเราจริงๆ

 

แล้วจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไง

เหมือนหนูชอบในสิ่งที่ทำอยู่ทุกวัน ชอบที่จะไปซ้อม ชอบที่จะไปเต้น ไปร้องเพลง แล้วก็มีแฟนคลับมาให้กำลังใจ ก็รู้สึกว่าเขาไม่ใช่เรา แต่เขายังเชื่อมั่นในตัวเราเลย แล้วทำไมเราถึงไม่เชื่อมั่นในตัวเองล่ะ

 

ตัวตนจริงๆ เป็นคนตลกอยู่แล้วใช่ไหม

ก่อนเข้าวงก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ แต่ยิ่งอยู่ไปนานๆ ตัวตนของเราก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอยู่ไปยิ่งมีความสุข เย้ (หัวเราะ) ตอนแรกก็คิดว่าฉันต้องแอ๊บแบ๊วหรือเปล่า ฉันต้องน่ารักหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด

ความทรงจำแรกในตู้ปลา

วันแรกที่เข้าไปในตู้ปลาคือเข้ากันไปทั้งวงเลย แต่ก็เกร็งมาก รู้สึกว่าทำไมฉันต้องมาอยู่ในตู้นี้ มีใครก็ไม่รู้มาจ้องฉันในระยะห่างแค่เมตรกว่า ตอนนั้นนั่งนิ่งเลยค่ะ เป็นสาวน้อยเรียบร้อย (หัวเราะ) แต่พอได้มาเรื่อย ๆ จากสาวน้อยเรียบร้อยคนนั้นก็กลายเป็นน้ำหนึ่งที่สดใส (หัวเราะ)

เธียเตอร์ในความหมายของน้ำหนึ่ง

จริงๆ หนูก็มีช่วงที่เบื่อมันเหมือนกันนะคะ แบบเราต้องขึ้นไปเต้นเพลงเดิมๆ อีกแล้ว บางครั้งต้องขึ้นติดกัน 4 รอบ หนูก็ไปพูดกับพี่รินะ เขาก็ถามว่าทำไมถึงเบื่อ นี่เป็นสิ่งที่ชอบไม่ใช่เหรอ เราก็มาคิดใหม่ ก็รู้สึกว่าโอเค เราไปเต้นกัน ไปทำสิ่งที่เรารักต่อหน้าคนดู

เมื่อก่อนหนูเป็นคนไม่ค่อยกล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก แต่เธียเตอร์คือที่ที่ทำให้หนูกล้าที่จะเล่นมากขึ้น เหมือนเป็นโรงเรียน เรายิ่งได้แสดง ยิ่งเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งการแสดงบนเวที การพัฒนาสกิล MC หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

 

ช่วงเวลาที่เครียดที่สุดของคนตลกอย่างน้ำหนึ่ง

(นิ่งคิด) น่าจะเป็นช่วง General Election ตอนนั้นเครียดมาก กังวล เพราะเมื่อเราลงแข่งแล้วมันก็ต้องคาดหวัง อยากจะได้อันดับดีๆ แต่ก็รู้สึกเกรงใจแฟนคลับที่เขาต้องมาเสียเงินเยอะมาก โดยที่เราได้อะไรจากมันหรือเปล่า เครียดไปหมดเลยตอนนั้น ตอนที่จะต้องขึ้นเวทีไปฟังประกาศผล หนูจะอ้วก พอประกาศมาหนูก็โล่ง คือลำดับที่ได้อาจจะไม่ได้สูงมาก แต่มันก็ยังอยู่ในเซ็มบัตสึ ก็รู้สึกขอบคุณแฟนคลับมากๆ ค่ะ

ความฝันหลังจบการศึกษา

เอาจริงๆ หนูอยากเป็นนางเอกละคร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครจ้างหรือเปล่า (หัวเราะ) อยากอยู่ในวงการบันเทิงต่อไป ความฝันอีกอย่างของหนูคืออยากเป็นผู้ประกาศข่าว เป็นคนชอบอยู่หน้าจอทีวี (หัวเราะ)

น้ำหนึ่ง – มิลิน ดอกเทียน

ความทรงจำในวันออดิชั่น

ความทรงจำเด่นชัดที่สุดของหนูคือการเต้นฮิปโป เพราะว่าหนูก็ไม่คิดว่าจะได้เต้นฮิปโปในวันออดิชั่น ไม่ได้เตรียมตัวไป หนูก็เตรียมร้องเพลง เตรียมเต้นอย่างอื่นไป แต่ก็รู้สึกดีที่ได้โชว์ความเป็นตัวเองออกไป ถ้าย้อนเวลากลับไปก็จะเต้นอีก แถมให้อีกเพลงเลย (หัวเราะ)

 

ด้วยลุคที่แตกต่างจากคนอื่น กังวลไหมว่าจะส่งผลต่อความนิยม 

กังวล เพราะหลังจากวันเปิดตัวที่ Japan Expo ก็มีการเปิดอินสตาแกรมหรือช่องทางโซเชียลมีเดียให้ติดตาม ความนิยมหนูก็อยู่ท้ายแถวเลย รู้สึกเครียด ตอนแรกคิดว่าเราอาจจะอยู่กลางๆ แต่พอมาจริงๆ มันค่อนมาทางท้ายเลย ก็เลยรู้สึกว่า หรือมันไม่ใช่ทางของเราจริงๆ

 

แล้วจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไง

เหมือนหนูชอบในสิ่งที่ทำอยู่ทุกวัน ชอบที่จะไปซ้อม ชอบที่จะไปเต้น ไปร้องเพลง แล้วก็มีแฟนคลับมาให้กำลังใจ ก็รู้สึกว่าเขาไม่ใช่เรา แต่เขายังเชื่อมั่นในตัวเราเลย แล้วทำไมเราถึงไม่เชื่อมั่นในตัวเองล่ะ

 

ตัวตนจริงๆ เป็นคนตลกอยู่แล้วใช่ไหม

ก่อนเข้าวงก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ แต่ยิ่งอยู่ไปนานๆ ตัวตนของเราก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอยู่ไปยิ่งมีความสุข เย้ (หัวเราะ) ตอนแรกก็คิดว่าฉันต้องแอ๊บแบ๊วหรือเปล่า ฉันต้องน่ารักหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด

 

ความทรงจำแรกในตู้ปลา

วันแรกที่เข้าไปในตู้ปลาคือเข้ากันไปทั้งวงเลย แต่ก็เกร็งมาก รู้สึกว่าทำไมฉันต้องมาอยู่ในตู้นี้ มีใครก็ไม่รู้มาจ้องฉันในระยะห่างแค่เมตรกว่า ตอนนั้นนั่งนิ่งเลยค่ะ เป็นสาวน้อยเรียบร้อย (หัวเราะ) แต่พอได้มาเรื่อย ๆ จากสาวน้อยเรียบร้อยคนนั้นก็กลายเป็นน้ำหนึ่งที่สดใส (หัวเราะ)

เธียเตอร์ในความหมายของน้ำหนึ่ง

จริงๆ หนูก็มีช่วงที่เบื่อมันเหมือนกันนะคะ แบบเราต้องขึ้นไปเต้นเพลงเดิมๆ อีกแล้ว บางครั้งต้องขึ้นติดกัน 4 รอบ หนูก็ไปพูดกับพี่รินะ เขาก็ถามว่าทำไมถึงเบื่อ นี่เป็นสิ่งที่ชอบไม่ใช่เหรอ เราก็มาคิดใหม่ ก็รู้สึกว่าโอเค เราไปเต้นกัน ไปทำสิ่งที่เรารักต่อหน้าคนดู

เมื่อก่อนหนูเป็นคนไม่ค่อยกล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก แต่เธียเตอร์คือที่ที่ทำให้หนูกล้าที่จะเล่นมากขึ้น เหมือนเป็นโรงเรียน เรายิ่งได้แสดง ยิ่งเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งการแสดงบนเวที การพัฒนาสกิล MC หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

 

ช่วงเวลาที่เครียดที่สุดของคนตลกอย่างน้ำหนึ่ง

(นิ่งคิด) น่าจะเป็นช่วง General Election ตอนนั้นเครียดมาก กังวล เพราะเมื่อเราลงแข่งแล้วมันก็ต้องคาดหวัง อยากจะได้อันดับดีๆ แต่ก็รู้สึกเกรงใจแฟนคลับที่เขาต้องมาเสียเงินเยอะมาก โดยที่เราได้อะไรจากมันหรือเปล่า เครียดไปหมดเลยตอนนั้น ตอนที่จะต้องขึ้นเวทีไปฟังประกาศผล หนูจะอ้วก พอประกาศมาหนูก็โล่ง คือลำดับที่ได้อาจจะไม่ได้สูงมาก แต่มันก็ยังอยู่ในเซ็มบัตสึ ก็รู้สึกขอบคุณแฟนคลับมากๆ ค่ะ

 

ความฝันหลังจบการศึกษา

เอาจริงๆ หนูอยากเป็นนางเอกละคร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครจ้างหรือเปล่า (หัวเราะ) อยากอยู่ในวงการบันเทิงต่อไป ความฝันอีกอย่างของหนูคืออยากเป็นผู้ประกาศข่าว เป็นคนชอบอยู่หน้าจอทีวี (หัวเราะ)

คลิปน่ารักๆ จากเมมเบอร์
เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี BNK48

เตรียมพบกับหนังสือฉลอง 2 ปี BNK48 ที่บันทึกเรื่องราวสำคัญของวงไอดอลเบอร์หนึ่งของไทย ทุกเบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญ ทุกเบื้องหลังของทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว BNK48 จะถูกนำมาเสนอและเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเมมเบอร์และบุคคลสำคัญที่อยู่รอบตัวเมมเบอร์ ภายในเล่มมีสิ่งที่น่าสนใจได้แก่

  • ภาพแฟชั่น 8 เซนเตอร์เพลงหลัก
  • บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มสุดพิเศษของ 8 เซนเตอร์เพลงหลัก
  • ความในใจที่เมมเบอร์ทั้ง 51 คน อยากบอกด้วยลายมือ
  • เบื้องหลังการทำเพลง
  • เบื้องหลังการออกแบบชุดของเมมเบอร์
  • เรื่องราวการฝึกซ้อมของ BNK48 ที่ไม่เคยบอก
  • และอีกมากมาย

สำหรับใน Chapter 3 เตรียมพบกับเรื่องราวของความสำเร็จของ BNK48 ในวันที่พวกเธอสามารถสร้างปรากฎการณ์ห้างแตก และสร้างความ Mass ให้เกิดขึ้นได้ ไปที่ไหนก็ต้องเห็นเมมเบอร์อย่างน้อย 2 คนอยู่ในสื่อโฆษณา เรื่องราวจะเป็นอย่างไรโปรดอดใจรอ

Powered by

อ่านเพิ่ม