BNK48 2nd Anniversary

Chapter 1 : ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเป็น BNK48 ที่ไม่เคยบอกใคร

BNK48 อายุครบ 2 ขวบแล้ว และตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา BNK48 มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย หลายเรื่องถูกบันทึกไว้ แต่ก็มีอีกหลายเรื่องราวที่ไม่เคยถูกบันทึกหรือถูกเล่าที่ไหนมาก่อน โดยเฉพาะการเล่าโดยเมมเบอร์เองทั้งหมด

สำหรับตอนแรกนั้น เมมเบอร์ทั้ง 51 คน จะเล่าสิ่งที่เธอประทับใจ หรือยังจำได้ตั้งแต่วันแรกที่มีนามสกุลว่า BNK48 จนวันนี้ เราเชื่อว่านี่จะเป็นโอกาสพิเศษที่เมมเบอร์อยากเล่าออกมาให้ทุกคนรู้ความในใจแบบไม่ปิดบังเลย

มิวสิค – แพรวา สุธรรมพงษ์

Aitakatta…ประตูบานแรกที่นำพาวัฒนธรรม ‘ไอดอล’ ไปพบกับคนไทย

 

ไม่นานเกินไปที่จะนึกถึง จำกันได้ใช่ไหมว่า BNK48 เปิดตัวซิงเกิลแรกพร้อมกับนำพาวัฒนธรรมไอดอลมาทำความรู้จักกับคนไทย ด้วยเพลงคำญี่ปุ่น – สะกดอังกฤษ ‘Aitakatta’ สร้อยด้วยคำแปลภาษาไทย ‘อยากจะได้พบเธอ’

ด้วยรูปแบบไม่คุ้นหูกับเพลงไทย บวกกับจังหวะทำนองเพลงไอดอลสไตล์ที่ไม่เคยชิน อาจทำให้คนที่ไม่รู้จักเริ่มอยากทำความรู้จักกับแหล่งกำเนิดที่มาของคลื่นเสียงนี้

เมมเบอร์คนแรกที่ได้รับเกียรติให้เป็นเซนเตอร์นำเพลงแรกไปถึงคนฟังเป็นครั้งแรกก็คือ ‘มิวสิค – แพรวา สุธรรมพงษ์’ แฟนคลับของ 48 Group ไอดอลญี่ปุ่นเบอร์ 1 ผู้เคยคิดฝันว่าสักวันตัวเอง จะได้มีส่วนร่วมกับสิ่งที่เธอชื่นชอบ และได้ยืนอยู่ในจุดที่ไอดอลรุ่นพี่เคยทำได้

แน่นอนว่าเพลงแรกก็คือความหวังอันหนักอึ้งที่เซนเตอร์คนแรกต้องแบกรับภาระ

เพราะถ้าเปิดตัวออกไปแล้วได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง นั่นหมายถึงประตูบานแรกที่เปิดมาแล้วเจอแสงสว่าง แต่ถ้าตรงกันข้ามนั่นคือสถานการณ์ที่น่าห่วงสำหรับวงเกิดใหม่ เหตุการณ์ในช่วงนั้นมีเรื่องใดเกิดขึ้นบ้างที่น่าสนใจ ในมุมของมิวสิค เธอจำเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นได้บ้าง?

ถ้าไม่ใช่มิวสิคเล่า แล้วใครกันล่ะที่จะเล่าได้

 

การเริ่มต้นที่รู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว

“ตอนนั้นเราค่อนข้างมั่นใจอยู่แล้วว่า ไม่ดังแน่นอน เพราะว่ามันเป็นการเริ่มต้นด้วย”

มิวสิค พาเราย้อนรำลึกไปถึงวันแรกๆ ที่ซิงเกิล ‘อยากจะได้พบเธอ’ เปิดตัวสู่คนฟังพร้อมกับเล่าความรู้สึกของเซนเตอร์เพลงแรกในประวัติศาสตร์ของ BNK48 ด้วยรอยยิ้ม

  “เราเริ่มต้นมาแบบไม่มีอะไรเลย ฐานแฟนคลับเราก็แทบไม่มี ขนาดแค่คนมาออดิชั่นยังน้อยมาก (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าซิงเกิลแรกเป็นแค่จุดเริ่มต้นยังไม่ดังแน่นอนในตอนนี้ ประเทศไทยเราไม่ได้เหมือนประเทศญี่ปุ่นด้วยเรื่องวัฒนธรรมหรือสไตล์เพลง อีกอย่างหนึ่งคือ Aitakatta เป็นเพลงที่เก่ามากเป็นเพลงที่คนญี่ปุ่นเขาชอบกันในช่วงนั้น พอเราเอามามันเหมือนเป็นการไปหยิบเพลงเก่ากลับขึ้นมา”

  อย่างไรก็ตามวันที่ได้รับเลือกเป็นเซนเตอร์ มิวสิคบอกว่าเธอภูมิใจ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงที่เป็นเกียรติของ AKB48 เนื่องจาก Aitakatta  มักถูกเอาไปใช้ในการเริ่มต้นให้กับวงน้องๆ เธอจึงคิดว่าเพลงนี้คือการเริ่มต้นที่ดีมาก แต่ก็เข้าใจผลลัพธ์ได้ว่ามันอาจจะไม่ดัง

“เพลงนี้ถือเป็นเพลงแห่งเกียรติยศ นับเป็นการเริ่มต้นของ BNK48 ที่ดี แต่ยังไม่ถูกจดจำ”  

  มิวสิคสรุปถึงความรู้สึกที่เธอมีในวันนั้นอย่างชัดเจน

การหาตัวตนของเซนเตอร์คนแรก

มิวสิคมีไอดอลประจำตัวอยู่แล้วคือ ‘ทาคาฮาชิ มินามิ’ อดีตกัปตันของ AKB48 และ ‘ทาคายานางิ อากาเนะ’ แห่ง SKE48 แต่พอต้องมาเป็นเซนเตอร์จริงๆ เธอเองก็ต้องพยายามหาจุดที่เป็นตัวเองมากที่สุด นั่นจึงเป็นโจทย์ยากที่เธอต้องรีบแก้

“ทุกคนบอกว่าให้เป็นเซนเตอร์ในแบบที่เราจะเป็น เราได้มายืนอยู่ตรงนี้เพราะตัวเราเอง เลยอยากพยายามด้วยตัวเองให้มากที่สุด ทำให้ดีที่สุดแล้วในแบบของเรา เพราะเพลงนี้เป็นเพลงที่เราภูมิใจกับมันมากๆ ก็เลยอยากให้มันเป็นเพลงของเราโดยสมบูรณ์ไม่อยากให้ใครมาเปรียบเทียบว่ามันคล้ายกับอันไหนหรือเปล่า”

“เราอยากเปิดเผยนิสัยของตัวเราจริงๆ อยากให้เขา (แฟนคลับ) อยู่ด้วยกันไปนานๆ เรารู้ว่าต้องมีคนที่เกลียดเรา ชอบเราแน่นอน แต่นี่คือตัวหนูจริงๆ แฟนคลับก็ติติงเราบ้าง แต่มันทำให้เราคิดว่าเราห้ามอ่อนแอให้เขาเห็นเด็ดขาด”

“เวลาดูรุ่นพี่ก็ไม่ค่อยเห็นเขาร้องไห้เท่าไหร่  สิคเลยบอกว่าจะเข้มแข็งขึ้นให้ได้ แต่จะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองนะ ถ้าเกิดวันนึงเรามีเรื่องอยากจะพูดเราก็จะพูดออกไปเหมือนเดิมแค่ไม่อยากให้เขาเห็นด้านอ่อนแอของเราบ่อยๆ”

มิวสิคยิ้มอ่อนๆ กับตัวตนของเธอเมื่อสองปีที่หล่อหลอมให้เธอเป็นมิวสิคในวันนี้

—————————————-

อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมจาก “มิวสิค” และเมมเบอร์คนอื่นๆ ได้ในหนังสือ BNK48 : 2nd Anniversary เปิดวางจำหน่ายเร็วๆ นี้

นิกี้ – วรินท์รัตน์ ยลประสงค์

 

ตอนที่เข้ามา ในฐานะเด็กใหม่กับเพื่อนๆ หลายสิบคน บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนรุ่นสองซ้อมครั้งแรก พวกเราคิดไว้ก่อนเลยว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง คือเราอาจจะได้ซ้อมเพลงนี้ก่อน แต่พอวันแรกปุ๊บเราเจอหนักเลย เหมือนคนที่ออกกำลังกายหนักๆ เจอตั้งแต่อย่างนั้นแล้วก็แทบไม่อยากไปซ้อมเลย เพราะมันหนักมากแล้วครูบอกว่าเราต้องปรับตัว แต่พอผ่านไปสักพัก สองอาทิตย์ เราก็เริ่มปรับตัวได้ แล้วก็เริ่มเข้าใจ จนถึงตอนนี้มันทำให้เราพัฒนาเรื่องขยับร่างกายการเต้นไปด้วย

ตอนซ้อม คิดว่าครูให้เราทำไปทำไม

ระหว่างซ้อมก็คิดว่าทำไปทำไม แต่ครูก็บอกอยู่เสมอว่า ตอนซ้อมเราต้องวอร์มก่อนที่จะเล่น เพื่อเป็นพื้นฐานและฝึกร่างกายเราด้วย

ตอนซ้อมครั้งแรกเขาแบ่งเป็นคนที่เสียงดี คนที่ร้องดีอยู่แล้ว คนที่ร้องไม่เก่ง ซึ่งเราอยู่ในส่วนยังร้องไม่เก่ง ก่อนเราเข้าไปซ้อมร้องเพลงจริงๆ มันจะมีการแบ่งคลาส  A B C D คลาส A ดีสุด D ต่ำสุด ครั้งแรกหนูมาก็อยู่ C ยังดีที่ไม่ได้ D แต่ครูบอกว่าเราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เป็น B เกือบจะ A แล้ว

 

ตอนรู้ว่าจะมีเสียงเราในเพลงเป็นครั้งแรก (ฤดูใหม่) รู้สึกยังไง

มันมีความรู้สึกไม่กล้าที่จะร้องออกมา เพราะเป็นครั้งแรกที่เรามาอยู่ในห้องเงียบๆ แล้วต้องอัดเสียงเราลงไปในเพลงๆ หนึ่งร่วมกับเพื่อนอีกหลายคน มันรู้สึกประหม่า ถ้าเกิดเราร้องไม่ดี มันก็จะทำให้เสียเวลา ก็ต้องร้องใหม่เรื่อยๆ

จำท่อนที่ตัวเองร้องได้ไหม

ตอนนั้นหนูร้องท่อนเดียวกับพี่วี พี่มายยู พี่รตา จำได้ว่า ปลิวโปรยใบไม้พัด ตามกระแสลมแปรเปลี่ยนไป ฉันเฝ้ามองมันร่วงลงอย่างเชื่องช้า จำได้ว่าร้องมากกว่า 10 รอบ เพลงนี้เป็นเพลงที่ท่อน verse ต่ำ แต่ท่อน hook สูงมาก แล้วก็ต้องอัดใหม่เรื่อยๆ เพื่อให้เสียงออกมาดีที่สุด

บรรยากาศห้องอัดของรุ่นสองเป็นอย่างไร

ห้องหนึ่งเข้าได้ประมาณ 4 คน ก็ร้องท่อนของตัวเองไป ถ้าอยู่ๆ ร้องเพลงแล้วแบบ “จะต้องฝัน” (เสียงสูง)  ก็จะขำกันทั้งห้องเลย แต่ก็จะเอาใหม่เรื่อยๆ แล้วก็ cheer up กัน

 

อุปสรรคในการอัดเสียง

หนูจำได้ว่าตอนอัดเพลงหนูป่วยด้วย ป่วยแบบร้องไม่ได้ จำได้ว่าวันนั้น 11 โมงเข้า เสร็จอีกที 2 ทุ่ม แล้วทั้งวันนั้นหนูร้องไม่ได้เลย ก็เลยต้องมีการอัดใหม่อีกวันหนึ่ง หลังจากวันนั้นก็ผ่านไป 1 อาทิตย์จนกว่าหนูจะหาย

 

ความรู้สึกก่อนและหลังงานจับมือ แตกต่างกันไหม

เราคิดว่าจะมีคนมาจับมือเราไหมนะ  ซึ่งมันก็มี แต่ช่วงแรกๆ เลนหนูว่าง แบบ 5 นาทีมาจับสักคน ก่อนหน้านั้นเราคาดหวังไว้นิดหนึ่งว่าจะมีคนมาจับมือเราเยอะไหม แต่พอหลังจากนั้น เรารู้สึกเหมือนแฟนคลับเขาให้กำลังใจเรา แล้วเหมือนเราส่งให้เขาด้วย แล้วมันรู้สึกดีค่ะ เอาง่ายๆ

นิกี้ – วรินท์รัตน์ ยลประสงค์

 

ตอนที่เข้ามา ในฐานะเด็กใหม่กับเพื่อนๆ หลายสิบคน บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนรุ่นสองซ้อมครั้งแรก พวกเราคิดไว้ก่อนเลยว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง คือเราอาจจะได้ซ้อมเพลงนี้ก่อน แต่พอวันแรกปุ๊บเราเจอหนักเลย เหมือนคนที่ออกกำลังกายหนักๆ เจอตั้งแต่อย่างนั้นแล้วก็แทบไม่อยากไปซ้อมเลย เพราะมันหนักมากแล้วครูบอกว่าเราต้องปรับตัว แต่พอผ่านไปสักพัก สองอาทิตย์ เราก็เริ่มปรับตัวได้ แล้วก็เริ่มเข้าใจ จนถึงตอนนี้มันทำให้เราพัฒนาเรื่องขยับร่างกายการเต้นไปด้วย

ตอนซ้อม คิดว่าครูให้เราทำไปทำไม

ระหว่างซ้อมก็คิดว่าทำไปทำไม แต่ครูก็บอกอยู่เสมอว่า ตอนซ้อมเราต้องวอร์มก่อนที่จะเล่น เพื่อเป็นพื้นฐานและฝึกร่างกายเราด้วย

ตอนซ้อมครั้งแรกเขาแบ่งเป็นคนที่เสียงดี คนที่ร้องดีอยู่แล้ว คนที่ร้องไม่เก่ง ซึ่งเราอยู่ในส่วนยังร้องไม่เก่ง ก่อนเราเข้าไปซ้อมร้องเพลงจริงๆ มันจะมีการแบ่งคลาส  A B C D คลาส A ดีสุด D ต่ำสุด ครั้งแรกหนูมาก็อยู่ C ยังดีที่ไม่ได้ D แต่ครูบอกว่าเราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เป็น B เกือบจะ A แล้ว

 

ตอนรู้ว่าจะมีเสียงเราในเพลงเป็นครั้งแรก (ฤดูใหม่) รู้สึกยังไง

มันมีความรู้สึกไม่กล้าที่จะร้องออกมา เพราะเป็นครั้งแรกที่เรามาอยู่ในห้องเงียบๆ แล้วต้องอัดเสียงเราลงไปในเพลงๆ หนึ่งร่วมกับเพื่อนอีกหลายคน มันรู้สึกประหม่า ถ้าเกิดเราร้องไม่ดี มันก็จะทำให้เสียเวลา ก็ต้องร้องใหม่เรื่อยๆ

จำท่อนที่ตัวเองร้องได้ไหม

ตอนนั้นหนูร้องท่อนเดียวกับพี่วี พี่มายยู พี่รตา จำได้ว่า ปลิวโปรยใบไม้พัด ตามกระแสลมแปรเปลี่ยนไป ฉันเฝ้ามองมันร่วงลงอย่างเชื่องช้า จำได้ว่าร้องมากกว่า 10 รอบ เพลงนี้เป็นเพลงที่ท่อน verse ต่ำ แต่ท่อน hook สูงมาก แล้วก็ต้องอัดใหม่เรื่อยๆ เพื่อให้เสียงออกมาดีที่สุด

บรรยากาศห้องอัดของรุ่นสองเป็นอย่างไร

ห้องหนึ่งเข้าได้ประมาณ 4 คน ก็ร้องท่อนของตัวเองไป ถ้าอยู่ๆ ร้องเพลงแล้วแบบ “จะต้องฝัน” (เสียงสูง)  ก็จะขำกันทั้งห้องเลย แต่ก็จะเอาใหม่เรื่อยๆ แล้วก็ cheer up กัน

 

อุปสรรคในการอัดเสียง

หนูจำได้ว่าตอนอัดเพลงหนูป่วยด้วย ป่วยแบบร้องไม่ได้ จำได้ว่าวันนั้น 11 โมงเข้า เสร็จอีกที 2 ทุ่ม แล้วทั้งวันนั้นหนูร้องไม่ได้เลย ก็เลยต้องมีการอัดใหม่อีกวันหนึ่ง หลังจากวันนั้นก็ผ่านไป 1 อาทิตย์จนกว่าหนูจะหาย

 

ความรู้สึกก่อนและหลังงานจับมือ แตกต่างกันไหม

เราคิดว่าจะมีคนมาจับมือเราไหมนะ  ซึ่งมันก็มี แต่ช่วงแรกๆ เลนหนูว่าง แบบ 5 นาทีมาจับสักคน ก่อนหน้านั้นเราคาดหวังไว้นิดหนึ่งว่าจะมีคนมาจับมือเราเยอะไหม แต่พอหลังจากนั้น เรารู้สึกเหมือนแฟนคลับเขาให้กำลังใจเรา แล้วเหมือนเราส่งให้เขาด้วย แล้วมันรู้สึกดีค่ะ เอาง่ายๆ

เปี่ยม – รินรดา อินทร์ไธสง

 

ทำไมถึงมาออดิชั่นเป็น BNK48

อยากเป็นศิลปินค่ะ เพราะว่าเป็นคนที่ชอบเต้นมาก แล้วก็ชอบแร็ปมากด้วย ก็เลยเลือกที่จะแบบว่า….จริงๆ ตอนแรกบอกแม่ว่า หนูจะออฯ แต่ค่ายเกาหลีนะ (หัวเราะ) หนูบอกแม่อย่างงี้เลยว่า หนูจะออแต่ค่ายเกาหลี หนูจะไม่เอาค่ายไหนเด็ดขาดเลย แต่แม่ก็บอกว่า “เออๆ เอาค่ายนี้หน่อยเหอะลูก เอาประสบการณ์” ก็เลยมาออดิชั่น สุดท้าย..ติด.. ก็เซ็นสัญญาเลย ก็อยู่เลย เพราะโอกาสมันอาจจะไม่มาอีก ก็เลยคว้ามันไว้

คิดว่าเขาเลือกเราเพราะอะไร

เพราะว่าหนูเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากๆ เลย เป็นคนที่อะไรก็ได้หมด ให้ทำอะไรก็ทำ อย่างวันออดิชั่น เขาบอกว่าเราแต่งหน้าหนาไป ทางญี่ปุ่นเลยบอกว่าให้แต่งหน้าอ่อนกว่านี้ได้ไหม เราก็ “ได้ค่ะ จะปรับปรุงนะคะ”

แล้วก็หนูคิดว่า หนูเป็นคนที่ไม่เหมือนกับชาวบ้าน เพราะว่าตอนออดิชั่นรอบ 80 คน  ทุกคนจะนั่งอยู่ในห้องๆ หนึ่ง แต่ละคนก็จะแยกมุมไป แต่หนูเป็นคนเดียวที่เต้นอยู่กลางห้อง เหมือนหนูเหงา หนูไม่รู้จะทำอะไร (หัวเราะ) อยู่เฉยๆ ไม่ได้ เลยเลือกที่จะเต้นอะไรก็ได้ หนูอยากเต้น ทุกคนเห็น ทุกคนก็แบบว่า “ยัยนี่เป็นอะไร” (หัวเราะ)

เขาให้ไปออดิชั่นทีละ 5 คน ทุกคนก็จะเรียงแถวไป เราก็ว่าง เลยไปเล่นกับคนอื่น ไปถามคนอื่นว่า “รู้สึกยังไงบ้างคะ” “หนูเป็นยังไงบ้างคะ” “หนูตื่นเต้นหรือเปล่าคะ” “หนูเตรียมตัวยังไงบ้างคะ” (หัวเราะ)

ตอนเจอเพื่อนๆ อีก 29 คนแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง

ก็ดีที่มีซัทจังติดมาด้วย ก็รู้จักจ๋า ตอนแรกรู้จักแค่นี้ แล้วก็เริ่มคุยกับพี่น้ำใส เพราะว่าตอน workshop พี่น้ำใสเป็นคนที่เด่นมาก เขาสูงก็เลยเด่นมาก บวกกับเขาเป็นคนสดใสตลอดเวลา แล้วก็พยายามทำความรู้จักทุกคน แล้วก็ปิ๊งปัญและพี่เจนนิษฐ์ ก็หูย…สองคนนี้ ไอดอลเลย ทุกวันนี้เขาก็ยังเป็นดับเบิลคามิของหนู

 

การฝึกซ้อมช่วงแรก หนักไหมสำหรับเรา

สำหรับหนูไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะว่าเต้นมาอยู่แล้ว หนูเป็นคนที่ชอบเต้นมากถึงขั้นแม่สร้างสตูดิโอไว้ให้ทื่บ้าน แล้วก็แกะท่าเอง ที่โรงเรียนหนูก็เป็นคนที่เต้นตลอดเวลาอยู่แล้ว เดินไปเต้นไป เรื่องเต้นสบายค่ะ แต่เรื่องร้องนี่เครียดมาก เป็นคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการร้อง เรียกว่าติดลบเลย

ความรู้สึกในวันเดบิวต์ เป็นอย่างไร

ก็รู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ในใจก็คิดว่าเราจะทำได้ดีไหม กลัวคนดูจะผิดหวัง มันเป็นครั้งแรกที่แสดง ถ้าเขาดูแล้วไม่โอเค เขาอาจจะเกลียดเราไปเลยก็ได้ แต่มองในอีกแง่หนึ่ง ก็บอกตัวเองว่าทำดีที่สุดก็พอ เขาจะชอบไม่ชอบก็เรื่องของเขา โลกนี้มันไม่ได้มีคนชอบเราไปหมดหรอก

 

จำอีเวนต์แรกหลังจากเดบิวต์ได้ไหม

Roadshow ครั้งแรกที่ได้เป็น MC ที่โคราชคู่กับพี่น้ำใส จำได้ว่าครั้งนั้นร้องไห้หลังเวทีด้วย ตอนนั้นเครียด ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดี เปี่ยมยังทำหน้าที่ MC ไม่ค่อยได้ และเป็น MC ครั้งแรก ก็คาดหวังกับตัวเองมาก แล้วทำออกมาได้ไม่ดี ดึงสเตจไว้ไม่ได้ ออกทะเลมากไป ดึงกลับมาไม่ได้ เลยร้องไห้ออกมา เป็นความรู้สึกที่กดดัน

เปี่ยม – รินรดา อินทร์ไธสง

 

ทำไมถึงมาออดิชั่นเป็น BNK48

อยากเป็นศิลปินค่ะ เพราะว่าเป็นคนที่ชอบเต้นมาก แล้วก็ชอบแร็ปมากด้วย ก็เลยเลือกที่จะแบบว่า….จริงๆ ตอนแรกบอกแม่ว่า หนูจะออฯ แต่ค่ายเกาหลีนะ (หัวเราะ) หนูบอกแม่อย่างงี้เลยว่า หนูจะออแต่ค่ายเกาหลี หนูจะไม่เอาค่ายไหนเด็ดขาดเลย แต่แม่ก็บอกว่า “เออๆ เอาค่ายนี้หน่อยเหอะลูก เอาประสบการณ์” ก็เลยมาออดิชั่น สุดท้าย..ติด.. ก็เซ็นสัญญาเลย ก็อยู่เลย เพราะโอกาสมันอาจจะไม่มาอีก ก็เลยคว้ามันไว้

คิดว่าเขาเลือกเราเพราะอะไร

เพราะว่าหนูเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากๆ เลย เป็นคนที่อะไรก็ได้หมด ให้ทำอะไรก็ทำ อย่างวันออดิชั่น เขาบอกว่าเราแต่งหน้าหนาไป ทางญี่ปุ่นเลยบอกว่าให้แต่งหน้าอ่อนกว่านี้ได้ไหม เราก็ “ได้ค่ะ จะปรับปรุงนะคะ”

แล้วก็หนูคิดว่า หนูเป็นคนที่ไม่เหมือนกับชาวบ้าน เพราะว่าตอนออดิชั่นรอบ 80 คน  ทุกคนจะนั่งอยู่ในห้องๆ หนึ่ง แต่ละคนก็จะแยกมุมไป แต่หนูเป็นคนเดียวที่เต้นอยู่กลางห้อง เหมือนหนูเหงา หนูไม่รู้จะทำอะไร (หัวเราะ) อยู่เฉยๆ ไม่ได้ เลยเลือกที่จะเต้นอะไรก็ได้ หนูอยากเต้น ทุกคนเห็น ทุกคนก็แบบว่า “ยัยนี่เป็นอะไร” (หัวเราะ)

เขาให้ไปออดิชั่นทีละ 5 คน ทุกคนก็จะเรียงแถวไป เราก็ว่าง เลยไปเล่นกับคนอื่น ไปถามคนอื่นว่า “รู้สึกยังไงบ้างคะ” “หนูเป็นยังไงบ้างคะ” “หนูตื่นเต้นหรือเปล่าคะ” “หนูเตรียมตัวยังไงบ้างคะ” (หัวเราะ)

ตอนเจอเพื่อนๆ อีก 29 คนแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง

ก็ดีที่มีซัทจังติดมาด้วย ก็รู้จักจ๋า ตอนแรกรู้จักแค่นี้ แล้วก็เริ่มคุยกับพี่น้ำใส เพราะว่าตอน workshop พี่น้ำใสเป็นคนที่เด่นมาก เขาสูงก็เลยเด่นมาก บวกกับเขาเป็นคนสดใสตลอดเวลา แล้วก็พยายามทำความรู้จักทุกคน แล้วก็ปิ๊งปัญและพี่เจนนิษฐ์ ก็หูย…สองคนนี้ ไอดอลเลย ทุกวันนี้เขาก็ยังเป็นดับเบิลคามิของหนู

 

การฝึกซ้อมช่วงแรก หนักไหมสำหรับเรา

สำหรับหนูไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะว่าเต้นมาอยู่แล้ว หนูเป็นคนที่ชอบเต้นมากถึงขั้นแม่สร้างสตูดิโอไว้ให้ทื่บ้าน แล้วก็แกะท่าเอง ที่โรงเรียนหนูก็เป็นคนที่เต้นตลอดเวลาอยู่แล้ว เดินไปเต้นไป เรื่องเต้นสบายค่ะ แต่เรื่องร้องนี่เครียดมาก เป็นคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการร้อง เรียกว่าติดลบเลย

ความรู้สึกในวันเดบิวต์ เป็นอย่างไร

ก็รู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ในใจก็คิดว่าเราจะทำได้ดีไหม กลัวคนดูจะผิดหวัง มันเป็นครั้งแรกที่แสดง ถ้าเขาดูแล้วไม่โอเค เขาอาจจะเกลียดเราไปเลยก็ได้ แต่มองในอีกแง่หนึ่ง ก็บอกตัวเองว่าทำดีที่สุดก็พอ เขาจะชอบไม่ชอบก็เรื่องของเขา โลกนี้มันไม่ได้มีคนชอบเราไปหมดหรอก

 

จำอีเวนต์แรกหลังจากเดบิวต์ได้ไหม

Roadshow ครั้งแรกที่ได้เป็น MC ที่โคราชคู่กับพี่น้ำใส จำได้ว่าครั้งนั้นร้องไห้หลังเวทีด้วย ตอนนั้นเครียด ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดี เปี่ยมยังทำหน้าที่ MC ไม่ค่อยได้ และเป็น MC ครั้งแรก ก็คาดหวังกับตัวเองมาก แล้วทำออกมาได้ไม่ดี ดึงสเตจไว้ไม่ได้ ออกทะเลมากไป ดึงกลับมาไม่ได้ เลยร้องไห้ออกมา เป็นความรู้สึกที่กดดัน

คลิปน่ารักๆ จากเมมเบอร์
เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี BNK48

เตรียมพบกับหนังสือฉลอง 2 ปี BNK48 ที่บันทึกเรื่องราวสำคัญของวงไอดอลเบอร์หนึ่งของไทย ทุกเบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญ ทุกเบื้องหลังของทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว BNK48 จะถูกนำมาเสนอและเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเมมเบอร์และบุคคลสำคัญที่อยู่รอบตัวเมมเบอร์ ภายในเล่มมีสิ่งที่น่าสนใจได้แก่

  • ภาพแฟชั่น 8 เซนเตอร์เพลงหลัก
  • บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มสุดพิเศษของ 8 เซนเตอร์เพลงหลัก
  • ความในใจที่เมมเบอร์ทั้ง 51 คน อยากบอกด้วยลายมือ
  • เบื้องหลังการทำเพลง
  • เบื้องหลังการออกแบบชุดของเมมเบอร์
  • เรื่องราวการฝึกซ้อมของ BNK48 ที่ไม่เคยบอก
  • และอีกมากมาย

สำหรับ Chapter ต่อๆ ไปเราจะพาไปพบเรื่องราวที่น่าสนใจตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของ BNK48 พร้อมบทสัมภาษณ์สุดพิเศษของเมมเบอร์ทุกคนให้ได้ติดตาม ส่วนใน Chapter ที่ 2 ตอนต่อไป เตรียมพบกับจุดเริ่มต้นของการก่อกำเนิด BNK48 ในช่วงแรกเราทุกคนพอจะรู้กันว่าไม่ง่ายเลย แล้ว BNK48 ฝ่าฟันกันมาได้อย่างไร ต้องติดตาม 

Powered by